วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2552

บทนำ

ประสบการณ์ การเรียนรู้ของเด็กในช่วงวัยแรกเกิด - 3 ขวบ
เป็นรากฐานที่สำคัญอย่างยิ่ง ต่อความสำเร็จในอนาคตของเขา

สำหรับคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ทุกคน คงไม่มีความสำเร็จอื่นใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าการที่ได้ช่วย
พัฒนาลูกน้อยให้เติบโตเป็นเด็กที่เฉลียวฉลาด มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความเชื่อมั่นใน
ตัวคุณพ่อคุณแม่ และเป็นที่รักของผู้คนรอบข้าง

ความมุ่งหวังในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อยเหล่านี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่ไกล
เกินเอื้อม หากคุณคอยส่งเสริมให้ลูกได้เรียนรู้ตามความอยากรู้อยากเห็น
ซึ่งเป็นธรรมชาติของเด็กทุกคน และคอยหมั่นแสดงความยินดีกับลูกเมื่อ
เขาประสบความสำเร็จ แม้ว่าความสำเร็จนั้นจะเป็นเพียงแค่ก้าวเล็กๆ ใน
ชีวิตน้อยๆ ของเขาก็ตาม


ผู้ใหญ่อย่างเรามักจะลืมไปว่า การได้เรียนรู้อะไรเป็นครั้งแรกนั้นน่า
สนุกและตื่นเต้นเร้าใจเพียงใด ผิดกับเด็กๆ ที่จะรู้สึกสนุกสนานและตื่นเต้น
ทุกครั้งเวลาที่พวกเขาได้พบ ได้เห็น ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เป็นครั้งแรก




พ่อแม่คือครูคนแรกและเป็นคนที่สำคัญที่สุดของลูกน้อย การจัด
สภาพแวดล้อมภายในบ้าน ให้เต็มไปด้วยบรรยากาศที่ส่งเสริมการเรียนรู้
จะสร้างความแตกต่างอย่างมากมายให้แก่ชีวิตของลูกของคุณ เพราะระบบ
ประสาทของเด็กพัฒนาอย่างรวดเร็วมากในช่วง 3 ขวบแรกของชีวิต ซึ่ง
การพัฒนาในช่วงเวลาอันสำคัญนี้ จะเป็นรากฐานที่สำคัญต่อชีวิตของเขา
ในภายภาคหน้า
สมองของเด็กในขวบปีแรกจะมีการพัฒนาที่รวดเร็วที่สุด โดยจะเร็ว
กว่าทุกช่วงในชีวิตของคนๆ หนึ่ง นั่นคือ ก่อนที่เด็กจะมีอายุครบขวบปี
บริบูรณ์ สมองของเขาจะมีการพัฒนาถึง 70 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับสมอง
ของเขาที่พัฒนาเต็มที่ในวัยผู้ใหญ่
“การสร้างเสริมบรรยากาศของการเรียนรู้ภายในบ้าน” จะเป็น
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ลูกของคุณมีพัฒนาการที่เต็มตามศักยภาพของเขา
เด็กที่มีความสามารถทางปัญญา (ไอคิว) ในระดับปานกลาง อาจจะ
สามารถพัฒนาให้เฉลียวฉลาดขึ้น หรือเด็กที่มีไอคิวสูงกว่าเด็กทั่วไปอยู่แล้ว
ก็อาจจะสามารถพัฒนาให้เป็นเด็กที่มีความเฉลียวฉลาดเป็นพิเศษได้ การ
ศึกษาวิจัยในสหรัฐฯ พบว่า การกระตุ้นพัฒนาการทางสมองของเด็ก โดย
การสร้างเสริมบรรยากาศที่เหมาะสมภายในบ้าน จะสามารถเพิ่มไอคิวให้
เด็กได้ถึง 20 - 40 คะแนน
อย่างไรก็ตาม คุณไม่ควรตั้งเป้าที่จะให้ลูกเป็นเด็กอัจฉริยะ หรือมุ่ง
หวังที่จะเปลี่ยนลูกน้อยวัย 2 ขวบให้มีพัฒนาการเทียบเท่ากับเด็กวัย 5 ขวบ
จุดมุ่งหมายที่สำคัญของการส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการทางสมองคือ
การส่งเสริมให้ลูกสนอกสนใจในสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเขา เด็กๆ ทุกคน
เกิดมาพร้อมกับสัญชาตญาณที่อยากรู้อยากเห็นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เด็กใน
วัยนี้พร้อมที่จะเผชิญกับประสบการณ์แปลกๆ ใหม่ๆ และมีความ
กระตือรือร้นใฝ่รู้อยู่เป็นนิจ อย่างไรก็ดี พวกเขาจะเรียนรู้ได้สนุกสนานมาก
ยิ่งขึ้น หากได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสมจากคุณพ่อคุณแม่
คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นที่จะต้องบรรยายหรือพร่ำสอนทักษะพื้นฐาน

ในชีวิตประจำวันให้กับลูก การทำหน้าที่ครูในที่นี้คือการพยายามตอบ
คำถามของลูกน้อย โดยอธิบายด้วยภาษาง่ายๆ ให้ลูกเข้าใจ นอกจากนี้
หน้าที่ของคุณในฐานะครูคนแรกของลูก ก็คือการเปิดโอกาสให้เขาได้
สำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัว โดยให้เขาได้สัมผัส ได้เล่น ได้ทดลอง ได้เรียนรู้
ถึงความสำเร็จ และในบางครั้งก็ให้รู้จักกับความล้มเหลวบ้าง
เด็กจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดก็ต่อเมื่อเขาได้ค้นพบสิ่งใหม่ๆ ได้ด้วยตนเอง

จากการศึกษาวิจัยพบว่า เด็กจะจดจำและเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ตัวเขา
ได้พานพบด้วยตนเอง ได้ดีกว่าการเรียนรู้ที่มีผู้ใหญ่คอยหยิบยื่นให้ ดังนั้น
หน้าที่ของคุณในฐานะพ่อแม่ คือการจัดสิ่งแวดล้อมในบ้านให้เหมาะสมกับ
การเรียนรู้ โดยคอยเฝ้าดูอยู่ห่างๆ และรอให้ลูกได้เรียนรู้ด้วยตนเองตาม
ความสนอกสนใจตามธรรมชาติของเขา
ความสำคัญของการเรียนรู้
ในช่วงอายุตั้งแต่แรกเกิด - 3 ขวบ
ก่อนที่เด็กจะมีความพร้อมที่จะเข้าโรงเรียนอนุบาล พัฒนาการของ
เขาในทุกๆ ด้านโดยเฉพาะพัฒนาการในด้านสติปัญญา จะได้รับอิทธิพลมา
จากที่บ้าน ด้วยเหตุที่ว่าการเรียนรู้ในช่วงอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 3 ขวบ
เป็นช่วงที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาสติปัญญาของเด็กในระยะยาว
ในประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐบาลได้จัดทำโครงการขึ้นหลากหลาย
โครงการเพื่อส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้ภายในบ้านของเด็ก โดยโครงการ
ต่างๆ เหล่านี้มุ่งเน้นเป็นพิเศษกับเด็กที่ด้อยโอกาสทางสังคม โครงการที่
เป็นที่รู้จักอย่างดีที่สุดในสหรัฐฯ คือโครงการที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล
ภายใต้ชื่อโครงการ Head Start

หลายปีที่ผ่านมา ได้มีการศึกษาวิจัยหลายสิบชิ้นที่ได้ทำการศึกษาถึง
พัฒนาการของเด็กๆ ที่เข้าร่วมโครงการต่างๆ ในโปรแกรม Head Start
และโครงการอื่นๆ ในลักษณะเดียวกัน เมื่อเปรียบเทียบเด็กๆ ที่เข้าร่วม
โครงการต่างๆ ในกลุ่มนี้กับเด็กคนอื่นๆ ที่มีพื้นฐานทางสังคมใกล้เคียงกัน
พบว่า เด็กที่เข้าร่วมโครงการ มีไอคิวสูงกว่าเด็กที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ 7 -
10 คะแนน และในบางโครงการ เด็กที่เข้าร่วมโครงการมีไอคิวสูงกว่าเด็กที่
ไม่ได้เข้าร่วมโครงการถึง 30 คะแนน นอกจากนี้ นักวิจัยยังได้ติดตามผลใน
ระยะยาวพบว่า เด็กที่เข้าร่วมโครงการต่างๆ เหล่านี้เมื่อเข้าเรียนในโรงเรียน
ระดับประถมแล้ว จะได้คะแนนสอบในวิชาการอ่านและวิชาคณิตศาสตร์ดี
กว่า นอกจากนี้ยังมีคนที่สอบตกหรือต้องเรียนซ้ำชั้นจำนวนน้อยอีกด้วย
โครงการที่ให้ผลที่น่าทึ่งที่สุดก็คือโครงการที่มีชื่อว่า Home Start
ซึ่งโครงการ Home Start นี้ เป็นโครงการสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ ที่
มุ่งเน้นการส่งเสริมการเรียนรู้ที่บ้าน แทนที่จะเป็นการจัดกิจกรรมการเรียน
การสอนอย่างเป็นทางการที่โรงเรียน โดยจะมีครูของโครงการไปเยี่ยมเด็กที่
บ้าน และให้คำแนะนำแก่พ่อแม่ของเด็ก เกี่ยวกับวิธีการส่งเสริมการเรียนรู้
จากการเลือกเล่นของเล่น หรือเกมการละเล่นที่เหมาะสมกับวัยของลูกน้อย
โครงการอีกโครงการหนึ่งที่ได้จัดตั้งขึ้นใน เมืองเซนต์หลุยส์ มลรัฐ
ความพยายาม ของพวกเขาที่มีให้กับลูกน้อย

นักวิจัยได้ทำการศึกษาเด็กที่พ่อแม่ได้เข้ารับการอบรมจากโครงการ
ดังกล่าว โดยเมื่อเด็กอายุได้ 3 ขวบ นักวิจัยได้นำพวกเขามาเปรียบเทียบ
กับเด็กที่พ่อแม่ไม่ได้เข้ารับการอบรม และไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลยเมื่อผล
การศึกษาพบว่า ลูกๆ ของพ่อแม่ที่ได้รับการอบรมในโครงการดังกล่าวนี้

ทำคะแนนทดสอบด้านสติปัญญา ความเข้าใจ และการสื่อภาษาด้วยการพูด
ได้ดีกว่าเด็กๆ ที่พ่อแม่ไม่ได้เสริมสร้างบรรยากาศของการเรียนรู้ภายในบ้าน
จึงเป็นบทสรุปที่ชัดเจนว่า ประสบการณ์การเรียนรู้ในช่วงวัย 0 - 3 ขวบนั้น
เป็นรากฐานที่สำคัญต่อความสำเร็จในการศึกษาในอนาคตของเด็u3585 กๆ
“บ้าน” คือห้องเรียนที่สำคัญที่สุดของลูก

การอ้างอิงถึงโครงการต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นเพียงบท
พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จของการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กวัยแรกเกิด
จนถึง 3 ขวบในต่างประเทศ แต่คุณพ่อคุณแม่ที่ถือหนังสือเล่มนี้อยู่ในมือ
ไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าร่วมโครงการใดๆ ดังที่กล่าวมานี้ การที่คุณเลือกซื้อ
เลือกอ่านหนังสือเล่มนี้ ก็แสดงให้เห็นว่า คุณมีความตั้งใจอย่างดีที่จะ
สรรหาสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกของคุณ
เนื้อหาบทต่างๆ จะ ระบุรายละเอียดวิธีการเป็นขั้นเป็น
ตอนสำหรับการส่งเสริมพัฒนาการของลูกของคุณ และให้คำแนะนำ

สำหรับแนวทางที่จะพัฒนาสมองและเสริมสร้างความเฉลียวฉลาดของลูก
น้อย เนื้อหาของคำแนะนำต่างๆ ในบทต่อๆ ไป จะระบุอย่างชัดเจนเป็น
ข้อๆ พร้อมกับคำอธิบายว่า ทำไมวิธีการต่างๆ เหล่านี้จึงเป็นวิธีการที่ได้
ผลต่อการส่งเสริมการเรียนรู้ของลูกน้อย


และถ้าหากว่าคุณได้อ่านหนังสือเล่มนี้เมื่อลูกของคุณพ้นวัยทารก
หรือก้าวเข้าสู่วัยเตาะแตะไปแล้ว นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะหมด
โอกาสที่จะพัฒนาความสามารถและสติปัญญาของลูกไปซะทีเดียว แม้ว่า
คุณจะไม่สามารถย้อนวันเวลากลับไปถึงเมื่อครั้งที่เพิ่งเริ่มตั้งครรภ์หรือวัน
แรกคลอดได้ ลูกน้อยของคุณจะยังคงได้รับประโยชน์จากสภาพแวดล้อมใน
ทุกๆ ระยะในช่วงพัฒนาการของเขา

หากว่าคุณไม่ได้ร้องเพลงให้ลูกฟังตั้งแต่เมื่อเขายังอยู่ในครรภ์ หรือ
ไม่ได้ขับกล่อมและโยกไกวเขาทุกวันคืนเมื่อแรกคลอด นั่นก็ไม่ได้หมาย
ความว่าลูกของคุณจะสูญเสียโอกาสที่จะได้รับการพัฒนาความสามารถและ
สติปัญญาอย่างที่แก้ไขไม่ได้ ทั้งนี้เพราะการเสริมสร้าง
ความเฉลียวฉลาดทางสติปัญญาให้กับลูก

เป็นกระบวนการที่ดำเนินไปได้ตลอดชีวิตของเขา
การเริ่มต้นเสียตั้งแต่วันนี้ ก็ยังไม่สายเกินไปที่คุณจะ
ส่งเสริมการเรียนรู้ และค้นพบสิ่งใหม่ๆ ไปพร้อมๆ กับลูก
เพราะคนเราทุกคนไม่ควรละเลยโอกาส
ที่จะเรียนรู้และเติบโตอยู่ตลอดเวลา
เซลล์สมองของทารกเริ่มถือกำเนิด
ขึ้นภายหลังจากการปฏิสนธิของตัวอ่อนได้ เพียง 3 สัปดาห์


โดยเซลล์สมองเหล่านี้จะมีการ “แตกตัว”
อย่างรวดเร็วยิ่งยวดกว่าเซลล์ในอวัยวะส่วนอื่นใด
ในร่างกายของมนุษย์ การพัฒนาของเซลล์สมอง
นี้จะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลา 3 ขวบแรกของชีวิต เด็กแรก
เกิดมีขนาดของสมองประมาณ 1 ใน 4 ของผู้ใหญ่ และเมื่อเด็กอายุ 2
ขวบ สมองของเขาก็จะเติบโตขึ้นจนมีขนาดประมาณ 3 ใน 4 ของผู้ใหญ่
ในขณะที่การเจริญเติบโตของขนาดของสมองในเด็กทุกคนจะมี
ลักษณะที่ใกล้เคียงกัน แต่ความเฉลียวฉลาดของเด็กแต่ละคนจะแตกต่าง
กันออกไป ซึ่งเราไม่สามารถประมาณการหรือกำหนดได้ ทั้งนี้ความ
เฉลียวฉลาด หรือความสามารถทางสติปัญญาของเด็ก จะขึ้นอยู่กับ
“พันธุกรรม” “สภาพแวดล้อม” และ “ประสบการณ์ที่พ่อแม่ตระเตรียมให้
แก่เขาในช่วงเวลา 3 ขวบแรกของชีวิต”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น